งาดำ…เมล็ดจิ๋วประโยชน์แจ๋ว!

ก่อนหน้านี้ คลื่นความนิยมเจ้าพืชเมล็ดเล็กๆ อย่าง “งาดำ” ก็ฟุ้งกระจายไปทั่วสังคมไทยคล้ายกับปรากฏการณ์ “ชาเขียว” ที่ เกิดกระแสโหมฮิตเป็นพักๆ อันที่จริงทั้งชาเขียวและงาดำที่กำลังจะกล่าวถึงนี้ถือเป็นของดีมีประโยชน์ แต่ที่ค่อนข้างน่าเป็นห่วง ก็คือ ลักษณะเฉพาะ “เทรนด์” สุขภาพ ในประเทศไทยบ้านเรามักจะเป็นช่วงๆ และช่วงหนึ่งๆ ก็เพียงสั้นๆ อะไรฮิตอะไรนิยมก็แห่ไปซื้อหา พอเลิกเป็นกระแสหรือมีตัวใหม่ออกมาแทน ก็จะแห่ไปทำตามความนิยมในช่วงนั้นๆ ทำให้การกินเพื่อบำรุงสุขภาพนั้นไม่ต่อเนื่อง

…งาดำเองก็ไม่ได้หนีพ้นปรากฏการณ์ฮิตเป็นพักๆ ดังกล่าวด้วย

แต่ในความเป็นจริงแล้ว อาจารย์สุกัญญา หงส์ประภาส จากคลินิกเฉพาะทางการแพทย์แผนไทย โรงพยาบาลนครธน ได้ให้ความรู้อันน่าสนใจยิ่งว่า “งาดำ” นั้นเป็นพืชที่มีประโยชน์มาก และควรจะรับประทานอย่างต่อเนื่องในรูปแบบของ “อาหาร” เป็นประจำ จะช่วยเสริมสร้างสุขภาพให้มีต้นทุนมาก เมื่ออายุมาก ชราลง ร่างกายจะแข็งแรงกว่าคนที่ละเลยไม่รับประทาน

“งา ดำเป็นอาหารสารพัดประโยชน์ ช่วยบำรุงหลายส่วนของร่างกาย ทั้งผม ผิวพรรณ เล็บ กระดูก เพิ่มแคลเซียม ช่วยให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติ บำรุงหัวใจให้แข็งแรง มีกรดไขมันดีมาก มีสารอาหารที่ดีต่อร่างกายหลายชนิด แม้คนที่ยังเด็กหรือไม่มีอาการป่วย ก็ควรรับประทานเป็นประจำเพื่อสร้างต้นทุนทางสุขภาพที่ดีให้แก่ร่างกายตัวเอง และสำหรับผู้หญิงที่กำลังจะก้าวเข้าสู่วัยทอง งาดำจำเป็นมาก เพราะจะช่วยป้องกันภาวะกระดูกพรุนได้ผลเนื่องจากมีแคลเซียมสูง”

ผู้ เชี่ยวชาญด้านแพทย์แผนไทยรายนี้ อธิบายต่อไปอีกว่า การรับประทานงาดำ ควรรับประทานเป็นอาหาร แทนที่จะรับประทานเป็นสารสกัด ก่อนรับประทานควรนำมาคั่วให้โดนความร้อนสักนิด ควรคั่วไว้ใช้กะให้ได้ประมาณ 1 สัปดาห์ แบ่งออกมาคั่วและเก็บไว้ในขวดโหลที่แห้ง เมื่อหมดแล้วค่อยคั่วใหม่ เพื่อให้ได้รับประทานงาคั่วใหม่ๆ หอมๆ ทุกสัปดาห์ เวลาเลือกซื้อควรเลือกซื้อยี่ห้อที่ดีสักหน่อย มีการบรรจุในบรรจุภัณฑ์ที่มิดชิดเรียบร้อย ไม่ควรซื้อที่แบ่งขายตามร้านของของชำ เพราะอาจเสียงกับมูลแมลงสาปหรือแมงอื่นๆ จากการเก่าเก็บภายในร้าน และไม่ควรซื้อแบบที่บดสำเร็จแล้วเนื่องจากอาจมีเชื้อราอะฟลาทอกซินติดมาด้วย

“การ รับประทานงาดำไม่แนะนำให้โรยในข้าวหรือใส่กับเครื่องดื่ม เพราะวิธีการรับประทานงาดำที่ดีที่สุดคือการเคี้ยว หากเราโรยข้าวหรือใส่เครื่องดื่ม บางครั้งไม่ได้เคี้ยว ร่างกายอาจจะดูดซึมไม่ได้เต็มที่ เข้าไปอย่างไรก็ออกมาอย่างนั้น ดังนั้นต้องเคี้ยว ปกติก็รับประทานอยู่ ใส่กับขนมปังโฮลวีตทุกเช้า วันละ 10 ช้อน แต่ถ้าเป็นวัยรุ่น วันทำงาน ก็อาจจะไม่ต้องมากขนาดนี้ อาจจะประมาณวันละ 3-4 ช้อน หรือเดี๋ยวนี้เห็นเขาทำน้ำเต้าหู้งาดำขาย อันนั้นก็รับประทานได้เหมือนกัน แต่ถ้าเป็นวัยสูงอายุหน่อยหรือเข้าสู่วัยทองก็เพิ่มปริมาณให้มากหน่อย คือ อาจจะ 6-9 ช้อนก็ได้”

และ ไม่ใช่เฉพาะแค่การรับประทานอย่างเดียว อาจารย์สุกัญญา ยังให้ภาพคุณประโยชน์รอบด้านของงาดำเพิ่มเติมด้วยว่า ในการรักษาผู้ป่วยโรคกระดูก ข้อ และเส้นเอ็น แบบการแพทย์แผนไทยของโรงพยาบาลที่อาจารย์เป็นผู้ดูแลอยู่นั้น ก็ได้นำเอาน้ำมันเมล็ดงามาใช้ทานวดเพื่อแก้อาการบาดเจ็บของเส้นเอ็นอีกด้วย

“ที่ โรงพยาบาล น้ำมันนวดจะใช้น้ำมันงานเป็นพื้นฐาน และจะนำสมุนไพรต่างๆ มาผสมเพื่อปรุงเป็นยานวด น้ำมันงาจะมีสรรพคุณช่วยนำพาฤทธิ์ยาสมุนไพรที่ถูกนำมาผสมอยู่ดูดซึมเข้าไป รักษาเส้นเอ็นที่บาดเจ็บได้เร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น”

แหม…ฟังดูประโยชน์รอบด้านทั้งกินทั้งทาแบบนี้ ไม่รีบออกไปซื้อมาลองเสริมสุขภาพกันไม่ได้เสียแล้ว…

ที่มา : หนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการ